โรคจอตามีสารสี จุดเริ่มต้นของวงการแพทย์ใหม่ (ตอนที่ 1)
2017-02-20 11:20:00

ในบทความนี้ แอดมินจะเล่าถึงประสบการณ์ของผู้ป่วยท่านหนึ่ง ซึ่งทำให้วงการแพทย์มีจุดพลิกผันครั้งใหญ่ที่ทำให้มีคนคิดค้นวิธีรักษาที่ใช้ในปัจจุบัน

 

มีผู้ป่วยท่านหนึ่งเป็นผู้ชายวัย 20 ปี ซึ่งชายผู้นี้ได้มีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำระดับรุนแรง ทั้งยังมีภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์และเป็นโรคหัวใจอีกด้วย เนื่องจากร่างกายไม่มีแรงเขาจึงไม่สามารถทำอะไรได้อย่างที่คิด นอกจากจะทำงานไม่ได้แล้วเขายังเคลื่อนไหวร่างกายอย่างที่ใจต้องการไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น แค่จะจับตะเกียบก็ยังเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเขาด้วยเหตุนี้ เขาจึงมักมีอาการเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง

 

ผู้ป่วยท่านนี้ ได้ไปหาหมอมาหลายคน แต่ทุกคนกลับมองข้ามไม่สนใจและบอกแค่ว่า ถ้าขยับตัวก็อาจจะถึงตายได้ อีกซ้ำยังให้แต่ยาจนเขาต้องกินยากว่า 40 เม็ดต่อวัน สุดท้ายเขาได้ไปปรึกษาแพทย์ท่านหนึ่งพร้อมกับคุณแม่และคุณป้าของเขา ตอนนั้นเขาหมดเรี่ยวแรงและไร้ชีวิตชีวาเพราะผลข้างเคียงของยา ทำได้แค่เพียงหายใจอย่างแผ่วเบา แพทย์ท่านนั้นรับให้เขาสูดออกซิเจนทันที พร้อมกับทำการรักษาด้วยการฝังเข็มบนเส้นลมปราณทั้ง 14 จุดของร่างกายทันที หลังจากฝังเข็มเสร็จ แพทย์ได้บอกแนวทางการรักษาต่อจากนั้น พร้อมทั้งอธิบายแผนลดการใช้ยาและแนะนำให้ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตที่บ้านเสียใหม่

 

หลังจากที่ได้ทำตามคำแนะนำของแพทย์ เขาก็สามารถเดินได้ถึง 5 กิโลเมตร ยกดัมเบลล์น้ำหนัก 2 กิโลกรัมได้ 50 ครั้ง วิดพื้นและซิตอัพได้วันละ 50 ครั้ง และทำเป็นกิจวัตรประจำวัน นอกจากนี้เขาต้องรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ และกินของหวานให้น้อยลงโดยเฉพาะลูกอม ขนม และซ็อกโกแลต เมื่อเขาทำเช่นนี้ติดต่อกัน 8 เดือน ประกอบกับการรักษาด้วยการฝังเข็มบนเส้นลมปราณทั้ง 14 จุดและการให้ออกซิเจน เขาก็กลับมากระปรี้กกระเปร่าและหยุดกินยาทั้งหมดได้ในที่สุด

 

ตอนนั้นก็ไม่ได้ทันสังเกตว่ามีบางครั้งที่เขาเดินชนประตูและสิ่งของรอบตัว พอเห็นจึงได้สอบถามด้วยความสงสัยว่า ทั้งที่ใส่แว่นตา แต่ทำไมถึงยังเดินชนอยู่ ด้วยเหตุนี้ จึงรู้ว่านอกจากโรคที่กล่าวมาขั้นต้นแล้ว เขายังเป็น โรคจอตามีสารสี (Retinitis Pigmentosa) อีกด้วย ก่อนหน้านั้นเขาเคยไปรักษากับแพทย์เฉพาะทางมาหลายที่ แต่สุดท้ายเขาก็ถอดใจและเลิกไปในที่สุด

 

โรคจอตามีสารสี เป็นโรคที่เกิดขึ้นตรงจอประสาทตาซึ่งอยู่ด้านในของลูกตา บริเวณจอประสาทตาจะมีรอยเปรอะจากการสะสมของสารรงควัตถุสีน้ำตาลเข้ม จึงทำให้ลานสายตาแคบลง โรคนี้สามารถทำให้ตาบอดได้ ทั้งยังไม่มีวิธีรักษาจึงเป็นโรคที่รักษายากและยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด

 

การรักษาที่เคยทำกันมาก่อนหน้านี้ที่สถานพยาบาลทางการแพทย์นั้น เป็นเพียงการรักษาอาการน้ำตาลในเลือดต่ำเท่านั้น เนื่องจากผู้ป่วยต้องการรักษาตามหลักการแพทย์แผนตะวันตก จึงไม่มีใครได้รักษาโรคตาที่ว่านั้น แต่ก็มีคนแนะนำจักษุแพทย์ฝีมือดีที่รู้จักทั้งหมดให้แทน แต่ทว่าถึงจะมีคนแนะนำแพทย์เฉพาะทางให้หลายคน แต่ทุกคนก็กลับไม่สนใจ มิหนำซ้ำจักษุแพทย์คนหนึ่งยังสั่งให้เขาตัดแว่นตาราคาแพงที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยอีกต่างหาก พอได้เห็นชายหนุ่มอนาคตไกลต้องท้อแท้ หมดหวังและเสียใจอยู่หลายครั้ง จึงมีแพทย์ท่านหนึ่งตัดสินใจที่จะรักษาเอง

 

อย่างไรก็ตามถึงแพทย์ท่านนั้นจะมุมานะพยายามและตั้งใจที่จะรักษาให้ได้ แต่แพทย์ท่านนั้นก็ไม่ได้เป็นแพทย์เฉพาะทางตาที่เคยรักษาโรคตามาก่อน ถงึจะมีประสบการณ์รักษาอวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย จนทำให้ผู้ป่วยที่สายตาสั้นมีสายตาดีขึ้นไปด้วย แต่ก็ไม่เคยรักษาโรคจอตามีสารสีมาก่อน

 

อ่านต่อตอนที่ 2

 

Credit : Konno Seishi , marumura.com , thai.cri.cn , media.licdn.com , healthcareglobal.com , thaiza.com , aroka108.com

by Admin Park

Admin :
view
:
1542

Post
:
2017-02-20 11:20:00


ร่วมแสดงความคิดเห็น